เครื่องลดความชื้น ไอเท็มเด็ดในช่วงฝนตก ป้องกันกลิ่นอับและเชื้อรา

เครื่องลดความชื้น หรือ Dehumidifier เป็นไอเท็มสำคัญที่ควรมีติดบ้านไว้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ที่มีฝนตกลงมาติดต่อกันทุกวัน จนอาจทำให้บ้านมีความชื้น และเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราได้ แถมยังมีโหมด ที่ช่วยให้การตากผ้าในบ้าน แล้วผ้าแห้งได้ด้วย

กระบวนการทำงานของเครื่องลดความชื้น คือเครื่องจะดูดอากาศ เอาเข้าไปในตัวเครื่อง ผ่านทางแผงคอยล์เย็น แล้วกลั่นความชื้นในอากาศ ให้กลายเป็นหยดน้ำ ก่อนเอาไปเก็บไว้ในแทงก์ หรือระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง แล้วก็ปล่อยอากาศแห้งออกมาแทนที่

ซึ่งเครื่องลดความชื้นนั้น มีประโยชน์คือ ช่วยลดความชื้นจากอากาศภายในห้อง ช่วยป้องกันปัญหาที่เกิดจากความชื้น เช่น เชื้อรา กลิ่นอับ สนิม เฟอร์นิเจอร์ไม้พองตัว อีกยังช่วยลดการสะสมของฝุ่น และช่วยทำให้เสื้อผ้าที่ตากไว้แห้งไวมากขึ้น รวมทั้งช่วยลดการระคายเคือง และการเป็นภูมิแพ้ได้ด้วย

หากอยากจะรู้ว่า ตอนไหนที่ควรใช้เครื่องดูดความชื้น ให้สังเกตว่ากระจกหรือหน้าต่าง มีไอน้ำเกาะอยู่หรือไม่ ภายในบ้านมีกลิ่นอับหรือไม่ มีคราบเชื้อราเกิดขึ้นหรือไม่ มีเฟอร์นิเจอร์ไม้พองตัวหรือไม่ มีอาการหายใจไม่ค่อยสะดวก หรือเป็นภูมิแพ้บ่อยๆ หรือไม่ หากมีทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นสัญญาณว่าควรใช้เครื่องลดความชื้น

เครื่องลดความชื้น แบรนด์ไหนเป็นที่นิยม?

1. Hafele รุ่น ECOM-292 เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดไม่เกิน 20 ตร.ม. สามารถดูดความชื้นได้วันละ 750 มล. มีถังเก็บน้ำความจุ 2 ลิตร และมีระบบตัดอัตโนมัติ เมื่อน้ำในถังเก็บน้ำเต็ม

2. New Widetech เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตร.ม. สามารถดูดความชื้นได้วันละ 12 ลิตร มีถังเก็บน้ำความจุ 2.2 ลิตร มีหน้าจอ LED สำหรับแสดงผลการทำงาน มีระบบรีสตาร์ทเครื่องอัตโนมัติ มีตัวกรอง ที่ช่วยดักจับแบคทีเรียในอากาศ สามารถปรับลมได้ 3 ระดับ สามารถตั้งเวลาการทำงานได้ และสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพ Mi Home ได้

3. Bwell รุ่น BDH-30 เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาด 30-50 ตร.ม. สามารถดูดความชื้นได้วันละ 30 ลิตร มีถังเก็บน้ำความจุ 4 ลิตร มีหน้าจอดิจิทัล สำหรับแสดงความชื้นทั้งหมด 3 ระดับ มีการแจ้งเตือนเมื่อถังเก็บน้ำเต็ม มีโหมดการทำงาน 3 โหมด คือ โหมดดูดความชื้น โหมดตากผ้า โหมดพัดลม และสามารถตั้งเวลาทำงาน ล่วงหน้าได้ 24 ชั่วโมง