ต้อหิน ภัยเงียบที่คุกคามดวงตา จนสูญเสียการมองเห็น

ต้อหิน เป็นภัยเงียบที่คุกคามดวงตา และการมองเห็น จนทำให้สูญเสียการมองเห็น และตาบอดถาวรได้ ถือเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด จึงต้องรีบตรวจให้พบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ด้วยการเข้ารับการตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยง ในการเป็นต้อหินได้สูง 4-5 เท่า

การป่วยโรคต้อหินนั้น ไม่ได้มีหินเกิดขึ้นในดวงตา แต่เกิดมาจากการลดลงของเซลล์ และเส้นใยประสาท ที่ในจอประสาทตา ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของขั้วประสาทตา ที่เป็นที่รวมของเส้นใยประสาทตา และนำกระแสประสาทการมองเห็น ไปแปลผลที่สมอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลานสายตา หรือความกว้างของการมองเห็นตามมา

โรคต้อหินในระยะแรก จะมีการสูญเสียลานสายตารอบนอก แต่การมองเห็นตรงกลางจะยังดีอยู่ จากนั้นลานสายตาจะค่อยๆ แคบเข้ามาเรื่อยๆ ตามความรุนแรงของโรคที่รุนแรงมากขึ้น จนเริ่มมีตามัวลง และตาบอดได้ในที่สุด ทั้งนี้ อาจพบร่วมกับภาวะความดันลูกตาสูงหรือไม่ก็ได้

ต้อหิน เกิดจากปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

1. ความดันลูกตาสูง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด ยิ่งความดันลูกตาสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากเท่านั้น

2. หากมีคนในครอบครัว มีประวัติเป็นต้อหิน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นต้อหิน ได้มากถึง 4-5 เท่า

3. อายุ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นต้อหิน

4. การได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตา

5. สายตาสั้นมาก หรือสายตายาวมาก

6. โรคประจำตัวหรือโรคตาบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน เบาหวานขึ้นตา โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเม็ดสีกระจายในตาผิดปกติ ต้อกระจกบางชนิด การอักเสบภายในลูกตา

7. การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์

โรคต้อหิน แบ่งเป็น 3 ชนิด ดังต่อไปนี้

1. โรคต้อหินปฐมภูมิ คือต้อหินที่ไม่มีสาเหตุการเกิด มาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่

1.1 ต้อหินปฐมภูมิมุมเปิด – มักเกิดขึ้นช้าๆ ทำให้ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติในระยะแรก จนกว่าจะสูญเสียลานสายตา ถึงขั้นตามัว มองเห็นได้แคบลง มองเห็นในที่สว่างและที่มืดลดลง

1.2 ต้อหินปฐมภูมิมุมปิด เกิดจากการอุดกั้น การระบายน้ำในลูกตา ที่บริเวณมุมตา ทำให้ความดันลูกตาขึ้นสูง โดยแบ่งเป็น ‘ชนิดเฉียบพลัน’ จะมีอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นรัศมีรอบดวงไฟ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน และ ‘ชนิดเรื้อรัง’ อาจไม่มีอาการ หรือมีอาการปวดตา ปวดศีรษะเล็กน้อย แบบเป็นๆ หายๆ ในระยะเวลาเป็นเดือน หรืออาจนานเป็นปี

2. โรคต้อหินทุติยภูมิ – มักเกิดจากความผิดปกติอย่างอื่น เช่น เบาหวานขึ้นตา การอักเสบภายในดวงตา ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดตา เนื้องอกและมะเร็งในลูกตา อุบัติเหตุต่อดวงตา ต้อกระจกที่สุกมาก การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ เป็นเวลานาน

3. โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิดและในเด็กเล็ก – เกิดจากความผิดปกติของดวงตา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทำให้มีการระบายน้ำในลูกตาผิดปกติ มักมีอาการกลัวแสง เปลือกตากระตุก มีน้ำตาไหลเอ่อ มีลูกตาดำใหญ่กว่าปกติ มีตาดำขุ่น

การวินิจฉัย และการรักษาโรคต้อหิน

จะต้องทำการตรวจวัดระดับการมองเห็น วัดค่าสายตาหักเห ตรวจขั้วประสาทตา ตรวจดูมุมตา วัดความดันลูกตา วัดความหนาของกระจกตา ตรวจลานสายตา

โดยโรคต้อหินนั้น ไม่สามารถรักษาให้ตากลับมาเป็นปกติได้ จึงมุ่งเน้นไปที่ชะลอการดำเนินของโรค เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียลานสายตา

ดังนั้น มักเริ่มการรักษาด้วยการให้ยา ยกเว้นในผู้ป่วยบางราย ที่จำเป็นต้องใช้เลเซอร์ จนกว่าการรักษาด้วยยาหรือด้วยเลเซอร์ แล้วไม่ได้ผล จึงพิจารณาการผ่าตัด