ต้อกระจก เกิดจากอะไร มีอาการและวิธีการรักษาอย่างไร

ต้อกระจก คือภาวะการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดการขุ่นของเลนส์ตา จากปกติแล้ว เลนส์ตาจะมีลักษณะใส ทำหน้าที่ช่วยในการรวมแสง ให้ตกลงบนจอประสาทตา แต่เมื่อเกิดภาวะต้อกระจก ทำให้แสงไม่สามารถเข้าไปในตาได้ตามปกติ ทำให้ตามีการมองเห็นไม่ชัดเจน หรือมีอาการตามัว เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ

แนวทางในการป้องกันต่อกระจกคือ ควรตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรสวมแว่นกันแดด เพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต และควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น อาหารที่มีวิตามินเอ อี และซี เพื่อช่วยบำรุงสายตา

ต้อกระจก เกิดจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้

1. ความเสื่อมของโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลนส์ตา เป็นความเสื่อมตามวัย ทำให้เลนส์ตาขุ่นและแข็งขึ้น

2. ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน

3. มีโรคทางตา เช่น ม่านตาอักเสบ ตาติดเชื้อ สายตาสั้นมาก

4. เคยผ่าตัดตา เช่น หลังผ่าตัดจอตา

5. เคยโดนฉายรังสีในส่วนบนของร่างกายหรือศีรษะ

6. มีโรคประจำตัว ที่ส่งเสริมให้เกิดต้อกระจกได้ เช่น เบาหวาน ไทรอยด์

7. ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

8. เคยมีอุบัติเหตุที่ดวงตา

อาการของผู้ป่วยโรคต้อกระจก

1. มองไม่ชัด มองเห็นมัวเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง

2. เห็นภาพซ้อน หรือสายตาพร่า

3. สู้แสงสว่างไม่ได้

4. มองเห็นแสงไฟกระจาย ในขณะขับรถตอนกลางคืน

5. มองเห็นสีต่าง ๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม

6. เมื่อต้อกระจกสุก จะสังเกตเห็นเป็นสีขาวตรงรูม่านตา

วิธีการรักษาโรคต้อกระจก

1. ไม่มียาหยอดตา หรือยากิน ที่รักษาต้อกระจกได้ ถ้าเป็นในช่วงแรก การเปลี่ยนแว่นตาอาจทำให้มองเห็นชัดขึ้นบ้าง แต่ถ้าเป็นมากขึ้น จนมองไม่ชัด มีวิธีการรักษาคือการผ่าตัดเท่านั้น

2. การผ่าตัดต้อกระจก ด้วยเครื่องสลายต้อ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะจะมีแผลที่กระจกตาเพียง 3 มม. โดยแพทย์จะสอดเครื่องมือ เพื่อทำการสลายต้อกระจกจนหมด ก่อนใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่

3. การผ่าตัดต้อกระจก แบบเปิดแผลกว้าง เป็นวิธีผ่าตัดดั้งเดิม เหมาะกับการใช้ในกรณีที่ ต้อกระจกสุกและแข็งมาก โดยแพทย์จะเปิดครึ่งบนของลูกตา ยาวประมาณ 10 มม. เพื่อเอาตัวเลนส์แก้วตาที่เป็นต้อกระจกออก ก่อนใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ และเย็บปิดแผลด้วยไหม