ซื้อเครื่องฟอกอากาศ มาใช้ในบ้าน มีประโยชน์ยังไง และมีวิธีในการเลือกซื้ออย่างไร

ซื้อเครื่องฟอกอากาศ มาไว้ใช้ในห้องต่างๆ ของบ้าน ได้แก่ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องทำงาน ในยุคปัจจุบันนี้ กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไปแล้ว เพราะสภาวะอากาศของประเทศไทย ล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นต่างๆ รวมทั้งฝุ่น PM 2.5 ที่มีมาเป็นระยะๆ ควันเสียจากรถรา ที่วิ่งไปมาบนท้องถนน และมลพิษมากมาย ที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม

การมีเครื่องฟอกอากาศ หรือ Air Purifier หรือ Air Cleaner ติดบ้านไว้ เพื่อจะได้ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา กลิ่นอับ และกลิ่นควันบุหรี่ ที่มีอยู่ในอากาศ เพราะเครื่องฟอกอากาศ จะดูดสิ่งเหล่านี้เข้าไปในเครื่อง ให้ผ่านตัวกรอง จากนั้นก็จะปล่อย อากาศบริสุทธิ์ออกมาแทน

การลงทุนซื้อเครื่องฟอกอากาศ เพื่อให้ได้หายใจ ด้วยอากาศที่สะอาด และทำให้มีสุขภาพที่ดี ย่อมคุ้มค่าแน่นอน เพราะในปัจจุบันนี้ เครื่องฟอกอากาศมีราคาไม่สูงมากแล้ว และยังหาซื้อได้ง่าย เพราะมีขายทั้งตามห้างร้านต่างๆ หรือจะสั่งซื้อออนไลน์ จากทางอินเตอร์เน็ต ก็ทำได้ง่าย และสะดวกสบาย

ซื้อเครื่องฟอกอากาศ มาใช้ในบ้าน มีประโยชน์ยังไงบ้าง?

1. ช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดโรค เกี่ยวกับทางเดินหายใจ และช่วยลดอาการภูมิแพ้

ในอากาศนั้น เต็มไปด้วยฝุ่นละออง และสิ่งที่เรามองไม่เห็น ได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งอาจทำให้เราเจ็บป่วย เกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจต่างๆ ได้ ซึ่งการมีเครื่องฟอกอากาศ ก็จะทำหน้าที่ ช่วยกรองสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เราได้หายใจ และสูดอากาศ ที่ปลอดภัยมากขึ้น

อีกทั้ง ‘ฝุ่น’ และ ‘ไรฝุ่น’ ล้วนเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้คนเป็นภูมิแพ้ หรือระคายเคือง เครื่องฟอกอากาศก็จะช่วย ดักจับฝุ่นละอองต่างๆ ทำให้ช่วยลดอาการภูมิแพ้ หรือทำให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้นได้

2. ช่วยให้คนที่มีปัญหาการนอน สามารถนอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น

คนที่เจอปัญหา จากสภาวะอากาศ และฝุ่นละออง ทำให้นอนหลับยาก นอนไม่ค่อยหลับ นอนหลับไม่สนิท หรือหลับๆ ตื่นๆ เนื่องจาก จนเกิดการพักผ่อนไม่เพียงพอ และอ่อนเพลีย การมีเครื่องฟอกอากาศไว้ภายในห้องนอน จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ และช่วยทำให้นอนหลับสนิทได้

3. ช่วยให้ปอด สามารถทำงานได้ดีขึ้น

เพราะการที่ได้หายใจ ด้วยอากาศที่สะอาด ย่อมส่งผลให้ปอด ลดการทำงานหนักลง และส่งผลให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

วิธีการทำงาน ของเครื่องฟอกอากาศ เพื่อให้ได้อากาศที่สะอาด

1. ระบบ Air Filter หรือการดักจับฝุ่น ด้วยแผ่นกรองอากาศ

ระบบนี้จะทำหน้าที่ฟอกอากาศ ด้วยการใช้แผ่นกรองอากาศ ดักจับฝุ่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย กลิ่นต่างๆ หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ โดยแผ่นกรองอากาศ มีหลายประเภท เช่น กระดาษ เส้นใย และตาข่าย แต่ที่นิยมใช้มากที่สุด ก็คือแผ่นกรองอากาศแบบ High Efficiency Particulate Air หรือ HEPA ซึ่งเป็นแผ่นกรอง ที่ผลิตจาก ‘เส้นใยไฟเบอร์กลาส’ ซึ่งแผ่นกรอง HEPA นั้น ถูกออกแบบมา สำหรับการดักจับ อนุภาคที่มีขนาดเล็ก อย่างน้อย 0.3 ไมครอน และมีประสิทธิภาพในการดักจับ ได้ไม่น้อยกว่า 99.97%

2. ระบบ Electrostatic Precipitator หรือการกรองอากาศ

ระบบนี้จะทำงาน ในการดักจับฝุ่น โดยการใช้ไฟฟ้าสถิต ด้วยการปล่อยประจุไฟฟ้าลบ ออกมาจับฝุ่น ที่เป็นประจุบวก ให้เป็นกลุ่มก้อน ทำให้ฝุ่นมีน้ำหนักมากขึ้น จึงตกลงสู่พื้น ไม่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ

3. ระบบ UV Light หรือการใช้รังสีอัลตราไวโอเลต กำจัดเชื้อโรค

ระบบนี้จะกำจัดเชื้อโรค อาทิ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส ที่มีอยู่ในอากาศ ด้วยการใช้รังสีอัลตราไวโอเลต มากำจัดเชื้อโรคเหล่านี้

4. ระบบ Gas-phase Air Filters หรือการใช้สารเคมี กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

ระบบนี้จะทำงาน เพื่อกำจัดกลิ่นต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ หรือก๊าซพิษ ด้วยการใช้สารเคมี เช่น Activated Carbon หรือถ่านกัมมันต์ มาช่วยดูดซับกลิ่นต่างๆ

5. ระบบ Ozone Generator หรือการใช้แสง UV เพื่อสร้างโอโซน

ระบบนี้จะใช้แสง UV หรือการสร้างโอโซนขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการฆ่าเชื้อโรค หรือกำจัดสารเคมี หรือกำจัดกลิ่นต่างๆ ที่ลอยปะปนมาในอากาศ ให้สลายหายไป จนไร้กลิ่น โดยโอโซน สามารถช่วยกำจัดเชื้อโรค ได้ดีกว่าการใช้คลอรีนหลายเท่า อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิด สารตกค้างที่มีอันตราย หลงเหลืออยู่ด้วย จึงเหมาะกับการใช้ ในบ้านที่มีเด็กและสัตว์เลี้ยง ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องฟอกอากาศ แบบผลิตโอโซน ที่ช่วยให้บริเวณที่ติดตั้ง มีสภาวะปลอดมลพิษ อากาศสดชื่น ไร้กลิ่น สามารถฆ่าเชื้อโรคได้รวดเร็ว โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค และกลิ่นเหม็น

วิธีการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ควรพิจารณาจากอะไร?

1. พิจารณาจากขนาดห้อง หรือขนาดพื้นที่ ที่จะติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ

โดยปกติแล้ว เครื่องฟอกอากาศนั้น จะทำงานโดยมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมขนาดพื้นที่ ที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หากใช้เครื่องฟอกอากาศ ที่มีขนาดเล็ก ในห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ก็จะทำให้เครื่องฟอกอากาศ ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ หรือหากใช้เครื่องฟอกอากาศ ที่มีขนาดใหญ่ ในห้องที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก ก็จะทำให้เปลืองไฟ

2. พิจารณาจากอัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ต่อนาที หรือ Clean Air Delivery Rate (CADR)

อัตราการสร้าง CADR นั้น ถือเป็นตัวชี้วัด ประสิทธิภาพในการทำงาน ของเครื่องฟอกอากาศ ยิ่งมีค่า CADR สูงมากเท่าไร ก็ยิ่งบ่งบอกได้ว่า เครื่องฟอกอากาศเครื่องนั้น มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นเท่านั้น

3. พิจารณาจากระบบการทำงาน ของเครื่องฟอกอากาศ

โดยควรดูว่า ระบบการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หรือไม่ เช่น มี HEPA Filter ที่ช่วยกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ดี หรือมีเซ็นเซอร์ ช่วยตรวจวัดคุณภาพอากาศ หรือมีระบบในการกำจัดกลิ่น

4. พิจารณาจากความประหยัดไฟ

ปกติแล้วนั้น การกินไฟของเครื่องฟอกอากาศ จะขึ้นอยู่กับแผ่นกรอง ซึ่งหากแผ่นกรองของเครื่องฟอกอากาศ มีความหนาแน่นมาก ก็จะทำให้อากาศผ่านได้น้อย จึงจะทำให้ใช้ไฟมาก และเปลืองไฟได้ ดังนั้น จึงควรเลือกแผ่นกรอง ที่มีอากาศไหลผ่านได้ดี

5. พิจารณาจากความดังของเสียง ขณะที่เครื่องฟอกอากาศ กำลังทำงาน

ระดับเสียงและความดัง ในขณะที่เครื่องฟอกอากาศทำงาน เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากมีเสียงที่ดังเกินไป ก็อาจรบกวนขณะกำลังทำงาน หรือกำลังพักผ่อนได้ ซึ่งเครื่องฟอกอากาศที่ดี ควรมีระดับเสียง ขณะกำลังทำงาน ไม่เกิน 30 เดซิเบล